ลมพัดใบไม้ปลิว 2
นวนิยายขนาดสั้น : ลมพัดใบไม้ปลิว 2
ดนย์เตรียมขับรถออกจากบ้านแต่เช้ามืด เป็นเช้าที่เขารู้สึกแจ่มใสมีชีวิตชีวายิ่งนัก คงเพราะช่วงวันหยุดที่ผ่านมาเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เลยทำให้เขารู้สึกเหมือนมีพลังเต็มปรี่ที่พร้อมจะโลดทะยานไปข้างหน้าได้อย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย
เห็นจะจริงที่เขาว่ากันว่าครอบครัวเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์เรา ถ้าครอบครัวอบอุ่นมั่นคงเสียอย่าง ก็จะยิ่งช่วยให้หน้าที่การงานก้าวหน้าไปด้วยดี ดูอย่างครอบครัวเล็กๆ ของเขานี่สิ ดนย์รู้สึกภาคภูมิใจนัก ขณะเดียวกันก็รู้สึกขอบคุณปันนาด้วย ที่ยืนเคียงข้างเขามาจนวันนี้ ถ้าไม่มีหล่อนเขาก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าเขาจะมีวันอย่างนี้ได้อย่างไร
ดนย์ยืนมองภรรยาที่รอส่งเขาที่ประตูรั้ว แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปหอมแก้มหล่อน ก่อนจะเข้าไปนั่งในรถอีกหน
“ไปนะจ๊ะปัน เดี๋ยวถึงผมจะโทรบอก” เขายิ้มให้หล่อน พลางกดปุ่มปิดกระจกก่อนจะขับรถเคลื่อนออกไป มองเห็นปันนาทางกระจกหลังค่อยๆ ปิดประตูรั้ว เดินหายกลับเข้าไปในบ้านเช่นที่เคยเป็นมา
นึกเห็นภาพหล่อนกำลังเตรียมอาหาร เดินไปปลุกหนูนวลตื่นอาบน้ำแต่งตัว ทานข้าว แล้วเดินไปส่งลูกที่โรงเรียนอนุบาลใกล้ๆ บ้าน แล้วหล่อนก็อาจจะเดินเลยไปที่ตลาดสดที่อยู่ไม่ไกลนัก ซื้ออาหาร ซื้อนั่นซื้อนี่กลับมาบ้าน แล้วนั่งทำงานเย็บปักถักร้อยของหล่อนไป
นับวันกิจการ ‘ปันนา’ ของหล่อนก็ยิ่งได้รับความนิยม ด้วยกระแสของงานฝีมือประเภท ‘แฮนด์เมด’ ที่กำลังมาแรง รายได้ของหล่อนจึงไม่เลวทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคนที่ต้องออกจากบ้านไปตอกบัตรเข้าทำงานตามเวลา นอกจากนั้นมันยังทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นด้วย เพราะดูเหมือนการที่หล่อนมีอะไรทำอยู่ตลอดเวลาจะช่วยให้ปันนาแจ่มใสขึ้นกว่าเดิม ดนย์จึงสนับสนุนสิ่งที่หล่อนทำเต็มที่ มันก็ดีกว่าการปล่อยให้หล่อนอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างเดียว
นึกแล้วเขาก็อยากมีลูกกับหล่อนอีกสักคนจริงๆ คงจะดีถ้าเป็นเด็กผู้ชาย แต่ถ้าจะเป็นลูกสาวอีกคน ดนย์ก็ไม่ว่าอะไรเลย จะได้เป็นเพื่อนกันกับหนูนวล เด็กที่เป็นลูกคนเดียว ดูเป็นเด็กเหงา ดูปันนาเถอะ บางทีดนย์ก็รู้สึกว่าหล่อนมีโลกส่วนตัวที่เขาเข้าไม่ถึงเอาเสียเลย
แต่อย่างไร…เขาก็รักหล่อน เพราะหล่อนเป็นเมียของเขา และเป็นแม่ของลูกสาวเขา…
ปันนานั่งลงอยู่หน้าโต๊ะตัวยาวริมหน้าต่างที่เป็นมุมทำงานของเธอ มีข้าวของจุกจิกสารพัดที่วางอยู่บนชั้นไม้ใกล้ๆ กัน ส่วนใหญ่เป็นกล่องอุปกรณ์ทำงานของเธอ ไหมปักผ้าหลากสี เข็ม ด้าย กรรไกร ดินสอเขียนผ้า ไม้บรรทัด แล้วก็นั่นจักรเย็บผ้าตัวเก่า ที่เป็นสมบัติตกทอดมาจากแม่ รวมทั้งโต๊ะไม้ตัวยาวนี้ด้วย ที่ปันนาเห็นแม่ใช้สำหรับวาดแบบตัดเสื้อมาตั้งแต่เด็ก
หญิงสาวไล้ปลายนิ้วไปตามผิวไม้สีน้ำตาลของขอบโต๊ะ มีความรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจกับผิวสัมผัสที่ได้แตะต้อง คล้ายได้ไปยืนอยู่กลางป่าใหญ่ที่ร่มรื่นด้วยเงาไม้ เหมือนยามที่เธอสัมผัสกับเนื้อผ้า ที่ทำให้ปันนานึกถึงไร่ฝ้ายกว้างสุดสายตาอวดปุยนุ่มนิ่มสีขาวที่รอการเก็บเกี่ยวในฤดูกาลที่กำลังมาถึง
ปันนารักโมงยามที่เธอได้ครุ่นคำนึงถึงสิ่งที่ไกลออกไปจากที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน เวลานี้เธอจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่ได้ปฏิบัติภารกิจในชีวิตประจำวันช่วงเช้าเสร็จลุล่วงลงด้วยดี และได้มีเวลาเป็นของตัวเองอีกครั้ง
หญิงสาวเอื้อมไปหยิบหนังสือบนชั้นใกล้ๆ ที่รวบรวมลายปักชนิดต่างๆ ออกมา น่าแปลกที่ปันนารู้สึกว่าหัวใจเธอเต้นแรง หรือเพราะในหนังสือเล่มนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งถูกสอดแทรกเอาไว้ เป็นจดหมายจากคนที่ปันนาคิดว่าจะไม่ได้รับอีกแล้วในชีวิตนี้
มันถูกส่งมาในซองสีน้ำตาลเช่นเดิม เหมือนที่คนเขียนเคยเขียนถึงหล่อนเมื่อหลายปีก่อน ตราประทับบนซองบอกให้รู้ว่ามันถูกส่งมาจากอีกประเทศ
มีร่องรอยบนซองที่บอกให้รู้ว่าจดหมายถูกแกะแล้ว และตอนนั้นเธอก็อ่านมันอย่างรีบๆ ด้วยหัวใจที่เต้นโครมครามก่อนจะรีบเก็บเอาไว้เพราะกลัวว่าดนย์จะเห็น แม้เขาไม่ใช่คนขี้หึง แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ภรรยาอย่างเธอควรจะให้เขาพบว่ากำลังอ่านจดหมายคนรักเก่าอยู่
ดนย์ไม่เคยรู้ว่าเธอมีรักอยู่ก่อนจะมาแต่งงานกับเขา ซ้ำยังเป็นผู้หญิง
อนิน…ชื่อนี้ทำให้หัวใจเธอไหวยวบลงด้วยความอ่อนหวาน ฝ่ายนั้นติดต่อมาหาเธอทำไมอีกหนอ ตลอดเวลาหลายปีที่จากกันไป ปันนาไม่เคยได้ข่าวคราวของฝ่ายนั้นเลย จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ก่อนที่จดหมายฉบับนี้ถูกนำมาสอดไว้อย่างเงียบเชียบในตู้รับจดหมายของเธอ
ปันนาเปิดซองจดหมายนั้นอีกครั้งอย่างเบามือก่อนจะค่อยๆ ละเลียดอ่านข้อความในนั้นอย่างช้าๆ ราวกับกลัวว่าตัวหนังสือนั้นจะหมดสิ้นในเวลาที่รวดเร็วเกินไป
‘ปันนา…
ปันคงจะแปลกใจที่ได้รับจดหมายฉบับนี้ จากคนที่หายเงียบงันไปจากชีวิตปัน โดยไม่ได้บอกลาอะไรเลย ขอโทษปันด้วยที่ทำเช่นนั้น แต่คิดว่าถึงตอนนี้ปันคงพอจะทราบแล้วว่าทำไม และขอโทษด้วยที่เขียนถึงปัน ทั้งที่เคยบอกกับแม่ปันไว้ว่าจะไม่ติดต่อมาหาปันอีก แต่กลับทำไม่ได้อย่างที่บอกเอาไว้
ใช่แล้ว…เรื่องนี้ปันนามารู้ภายหลังว่าแม่นั่นเองที่เป็นคนขอร้องให้อนินไปเสียจากชีวิตเธอ หลังจากให้เธอเลิกคบกับอนิน และให้แต่งงานกับดนย์
โธ่…แม่ทำกับเธออย่างนี้ได้ยังไง ปันนาอยากร้องไห้กับความหวังดีของแม่
‘ปันเป็นอย่างไรบ้าง กับชีวิตการแต่งงาน เดาว่าปันคงจะมีความสุข และเป็นภรรยาที่ดี ปันมีเด็กเล็กๆ หรือยังนะ ถ้ามีเด็กคนนั้นคงน่ารักเหมือนปัน ช่างพูดช่างคุย ชอบอ้อนออเซาะเหมือนปัน’
ปันนายิ้มแห้งแล้งกับประโยคท้ายนั้น เธอทำท่าจะนึกไม่ออกเสียแล้ว ว่าเธอเคยเป็นคนช่างอ้อน ช่างออเซาะมาก่อน ก็แล้วบัดนี้มันหายไปไหนกัน…นึกแล้วก็ให้ฝืดเฝื่อนในใจ
‘อีกไม่นานจะกลับเมืองไทย เลยเขียนมาถามข่าวคราว ไม่รู้แม่ปันจะว่าหรือไม่ แต่คิดว่าปันเองก็มีชีวิตครอบครัวที่มั่นคงแล้ว จึงคิดว่า…เราน่าจะพบเจอกันได้ อย่างน้อยก็ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง
เรายังเป็นเช่นนั้นได้ไม่ใช่หรือ
ระลึกถึงปัน
อนิน’
ปันนาไล่สายตาไปตามตัวหนังสือเป็นระเบียบที่ถูกเขียนด้วยปากกาหมึกซึมสีดำนั้นซ้ำไปซ้ำมาหลายหน จนตัวหนังสือตรงหน้าค่อยๆ พร่าเลือนเพราะหยดน้ำที่คลอซึมอยู่ในดวงตาของเธอ
มันอยู่ที่คนๆ นี้นี่เอง ความรู้สึกรักที่ปันนาไม่เคยมีให้ดนย์ อนินเก็บเอาไปทั้งหมดทั้งสิ้นจากใจเธอจนไม่เหลือเผื่อไว้ให้ใครอื่นอีก
อนินทำอย่างนั้นได้อย่างไร…ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
มันไม่ได้ใช้เวลาอะไรมากเลย แต่ปันนาก็รู้ว่าเธอรักคนๆ นี้ รักอารมณ์ รักความรู้สึก รักเรื่องราวในชีวิตของอนิน ฝ่ายนั้นทำให้เธอตกหลุมรักตั้งแต่แรกเจอ
ปันนาได้งานด้านการตลาดที่บริษัทแห่งนั้นหลังจากเรียนจบมา ขณะที่อนินทำงานอยู่ที่นั่นก่อนแล้วในฝ่ายวิเคราะห์และวางแผน บุคลิกนิ่งๆ ของอีกฝ่ายช่างก่อกวนและเรียกร้องความสนใจจากเธอได้อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
มันทำให้ปันนาเฝ้ามองหา ปรายตาแอบดู และเมื่ออนินมองตอบกลับมา ปันนาก็ทำราวกับว่าจะตายเสียให้ได้ ความรู้สึกในตัวเธอปั่นป่วนไปหมด มันไม่เคยสงบนิ่งได้เลยตั้งแต่เธอพบอนิน และปันนาก็รักความรู้สึกนั้นนัก
ไม่มีคำถาม ไม่มีความสับสนเช่นที่ผู้หญิงคนอื่นๆ เป็นกัน แม้ในยามนั้นปันนาจะไม่เคยมีคู่รักเป็น ‘ทอม’ มาก่อนเลยก็ตาม หญิงสาวไม่รู้ผิดแปลกแม้แต่น้อยว่าตัวเองกำลังหลงรักเพศเดียวกัน หรือที่ว่าเธอกำลังจะกลายเป็น ’เลสเบี้ยน’ หรือผู้หญิงที่รักผู้หญิงด้วยกันในทันทีหากคบกับอนิน
ปันนารู้แต่ว่าคนๆ นี้แหละ ที่ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะพาเธอขึ้นเขาลงห้วย หรือไปไหนต่อไหน เธอก็พร้อมเสมอที่จะติดตามไป เป็นคนที่เธอรู้ว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดด้วย เธอเชื่อในความรู้สึกแรกเจอระหว่างคนสองคน เธอเชื่อในสัญชาติญาณของตัวเอง ถ้ามันใช่ มันก็คือใช่ ไม่มีอะไรให้เคลือบแคลงสงสัยทั้งนั้น
ส่วนแม่ของเธอก็รู้เรื่องนี้ดี เพราะปันนาไม่เคยปิดปังอะไรแม่สักเรื่อง และแม่ก็ไม่เคยห้ามปรามไม่ให้เธอคบหากับอนิน
แม่ยังเคยเล่าให้ฟังว่า เพื่อนของแม่สมัยสาวๆ ก็เป็น ‘อย่างนี้’ กันทั้งนั้น แต่เมื่อถึงเวลาต้องแต่งงานก็เลิกลากันไป แม้กระทั่งคนที่เป็นฝ่าย ‘ทอม’ ก็ยังไปมีลูกมีเต้ากันเป็นเรื่องปกติ
อนินจึงไปๆ มาๆ ยังบ้านเธอ ราวกับบ้านของตัวเอง สนิทสนมกลมเกลียวไปถึงแม่เธอ เสมือนเป็นลูกสาวอีกคนของบ้าน
ไม่มีปัญหา ไม่มีอะไร อย่างที่ปันนาเคยอ่านเจอว่าชีวิตของคนที่เป็นเช่นนี้มักจะถูกพ่อแม่พี่น้องครอบครัวกีดกัน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ผิดธรรมชาติ เพราะตอนนั้นแม่ของเธอไม่เป็นเช่นนั้นสักนิด แม่ช่างเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต และเข้าใจความรัก
ปันนาจึงอบอวลอยู่ในความอ่อนหวานแห่งรักนั้น จนวางใจว่าความสัมพันธ์ของเธอกับอนินจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง หรือหากวันหนึ่งจะมีใครเปลี่ยนไป ก็เป็นเรื่องระหว่างเธอกับอนินเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับใคร หรือเหตุผลอันใดที่อ้างว่ามันเป็นเรื่องไม่เหมาะไม่ควร อย่างที่ปันนาเคยได้ยิน แต่จะเป็นเพราะว่าเธอหมดรักอนิน หรืออนินอาจจะเจอใครใหม่ที่ถูกใจมากกว่า มันจะเกิดจากเหตุผลนี้เพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น เช่นที่คู่ชายหญิงคู่อื่นๆ เป็นกัน
แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง แม่ก็เดินมาบอกว่าเธอสมควรที่จะแต่งงานได้แล้ว และดนย์คือผู้ชายที่แม่เห็นว่าเหมาะสมกับเธอที่สุด
ปันนารู้สึกช็อก ด้วยไม่คิดว่าตัวเองจะต้องพบพานกับสถานการณ์เช่นนั้น!!
เธอไม่อยากเชื่อว่ามันจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง ปันนางงงันและไม่เข้าใจเหตุผลของแม่คนที่เธอคิดว่าเข้าใจเธอมากที่สุด
จากนั้นอนินก็หายไปจากชีวิตเธอไม่ล่ำไม่ลา แล้วปันนาก็แต่งงาน ทั้งๆ ที่เธอยังสับสนมึนงงไม่หายว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเธอนั่นล่ะ
ไม่ถึงปีต่อมา แม่ก็ตายจากไป ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนหญิงสาวจับต้นชนปลายไม่ถูก พบตัวเองอีกทีปันนาก็เห็นผู้หญิงท่าทางหม่นหมองคนหนึ่งที่กำลังยืนเคว้งคว้างอยู่อย่างโดดเดี่ยว ข้างๆ ผู้ชายอีกคนที่เคยเห็นหน้ากันในสมัยเด็กๆ
ปันนางุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เธอรักจึงทอดทิ้งเธอไปหมด วันนั้นเองที่เธอร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย…
เสียงเรียกจากโทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้ๆ ตัวดังขึ้น ดึงปันนากลับมาจากความครุ่นคำนึงอันรวดร้าว ถึงวันนั้นจะผ่านมานานแล้ว แต่พอนึกถึงทีไร มันก็ยังทำให้เธอแน่นในใจเสมอราวกับถูกกดทับด้วยมวลน้ำหนักมหาศาลที่มองไม่เห็น
“ค่ะ…” เธอรับสาย คงจะเป็นดนย์โทรมาจากที่ทำงาน
“ปันหรือเปล่า นี่อนิน ได้รับจดหมายหรือยัง…” น้ำเสียงที่ได้ยินทำให้ปันนาตื่นเต้น ตกใจ และงวยงง ไม่คิดว่าจะเป็นอนิน มันออกจะรวดเร็วเกินไป เธอไม่ทันตั้งตัว
“ก็ เอ่อ…ได้รับแล้วค่ะ”ปันนาอึกอักอย่างคนที่จับต้นชนปลายไม่ถูก คล้ายจู่ๆ ก็ถูกปะทะด้วยสิ่งที่คาดไม่ถึงที่ทำเอาเธอถึงกับซวนเซ
“ปันเป็นอย่างไรบ้าง…” ท้ายเสียงที่ทอดยาว ทำให้ปันนาอยากร้องไห้ออกมา และอยากตะโกนถามออกไปนักว่า ‘มีสิทธิ์อะไรที่มาถามอย่างนั้น’ ในเมื่อตัดสินใจเดินออกไปจากชีวิตของเธอแล้ว แต่ปันนาก็ทำไม่ได้ มีก้อนแข็งๆ อุดอยู่ที่ลำคอแน่นตื้อจนเจ็บร้าว ก่อนจะไหลออกมาเป็นหยดน้ำตา
ทุกคนล้วนหวังดีต่อเธอทั้งนั้น ทั้งแม่ และทั้งอนิน
เมื่อแม่รู้ตัวว่ากำลังจะตายลงเพราะโรคร้ายที่แม่พยายามปิดบังไม่ให้เธอรู้ แม่ที่เคยเข้มแข็งและไม่คิดจะแต่งงานใหม่หลังจากที่พ่อเธอเสียชีวิตไป ก็อ่อนแอลงจนต้องหาผู้ชายมาให้แต่งงานกับเธอ
ความเจ็บป่วยทำให้แม่อ่อนแอลงไปมาก จากที่เคยเชื่อว่าผู้หญิงสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองเช่นที่แม่เคยทำมา ก็กลายเป็นเชื่อว่าผู้หญิงต้องแต่งงานมีลูก มีสามีดูแล
แล้วก็ใช้เหตุผลนั้น ขอร้องให้อนินไปเสียจากชีวิตเธอ โดยที่ปันนาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะ อนินก็ไม่ได้บอกอะไรให้เธอรู้
แม่ห่วงใยเธอถึงเพียงนั้น ส่วนอนินเองก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำตามคำขอร้องสุดท้ายของคนป่วยใกล้ตาย ช่างเหมือนเรื่องราวในนิยายประโลมย์โลกที่เคยอ่าน แต่มันก็คือความจริงที่เกิดขึ้นกับเธอ
ปันนาพยายามเข้าใจ และก็พยายามจนถึงตอนนี้ ทั้งที่เธออยากกรีดร้องใส่อนิน
“ก็สบายดีค่ะ แล้วอนิน…” ปันนาถามไป ตามที่สามัญสำนึกบอกว่าเธอควรจะถาม ยามนี้สติสัมปชัญญะของเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าใด คล้ายมีลมพัดแรงอื้ออึงอยู่ในตัวเธอ
“สบายดี…เสียงปันไม่เปลี่ยนเลยนะ แล้วก็เหมือนอยู่ใกล้แค่นี้เอง” อนินเองก็ใช่ว่าจะไม่ตื่นเต้น ช่างต้องใช้ความพยายามมากเหลือเกินในการค่อยๆ จรดปลายปากกาเขียนจดหมายถึงหล่อน
แล้วพอได้เขียนเท่านั้นเอง ก็คล้ายกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยถูกกดทับเอาไว้ในใจจะพร้อมกันพรั่งพรูถั่งโถมออกมาไม่ขาดสาย เหมือนอนินรอไม่ได้แม้นาทีเดียวที่จะโทรหาหล่อน ทั้งที่ก็รอคอยมาได้หลายปี เพียงแต่ยามนี้แค่เพียงวินาทีเดียวกลับทนรอไม่ได้อีกต่อไป
รู้สึกเช่นนั้น ก็ยกโทรศัพท์ข้ามประเทศมาถึงหล่อน ที่บ้านหลังเดิมที่อนินเคยไปๆ มาๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง อะไรบางอย่างบอกอนินว่าปันนาจะยังอยู่ที่บ้านหลังนั้นเสมอ แม้ฝ่ายนั้นจะแต่งงานแล้วก็ตาม
“อนินด้วยค่ะ…” ปันนาตอบไปเช่นนั้น แล้วก็รีบปรับเสียงเสียใหม่ เธอไม่ควรใช้น้ำเสียงเช่นนี้กับ อนินอีกแล้ว “หมายถึงเสียงน่ะค่ะ” ปันนาเน้นเสียงย้ำ หากก็ตะกุกตะกักเหลือที่
“ขอโทษด้วยนะ ถ้าทำให้ปันลำบากใจ ที่โทรมาหา ไม่ทราบว่าแม่ของปันสบายดีมั้ย” อนินเลยพลอยต้องเอ่ยเป็นงานเป็นการตามหล่อนไปด้วย
“เอ่อ…แม่เสียไม่นานหลังจากอนินไป” ปันนาบอกเสียงเบา
“เสียใจด้วยนะ…ไม่คิดว่าจะเร็วอย่างนั้น” อนินใจหาย เอาเข้าจริงๆ ก็ใจหาย แม้จะรู้สึกรวดร้าวเพียงไรกับการขอร้องของคุณมณี ผู้หญิงคนนั้นไม่เชื่อว่าอนินจะดูแลลูกสาวของเธอได้ ความเจ็บป่วยทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนั้น แต่อนินก็เข้าใจและเห็นใจ ถึงได้ตัดใจเดินออกไปจากชีวิตปันนาเงียบๆ ไม่ได้บอกลาหล่อนเลยด้วยซ้ำ
“อนินรู้ใช่ไหม…แม่คุยกับอนินใช่ไหม” ปันนาถามเร็ว คล้ายรอมาเนิ่นนานที่จะถามฝ่ายนั้น
“ใช่…เพราะรู้ถึงไป…ก็เข้าใจที่แม่ปันต้องการ” อนินตอบเสียงนิ่ง กำลังจับอารมณ์คนที่อยู่อีกฝั่งเสียงหล่อนไม่ดีเอาเสียเลย
“อนินแย่มากๆ ทำอย่างนั้นได้ยังไง อนินคิดแทนคนอื่นได้ยังไง เกลียดจริงๆ” พูดได้เท่านั้นก้อนสะอื้นที่กั้นไว้ก็ถูกปล่อยออกเป็นเสียงร้องไห้แล้วโฮ ปันนาไม่สามารถพูดอะไรได้อีกต่อไป ความคับแค้นแน่นหัวใจที่เธอไม่อาจเอ่ยกับใครได้พากันกลั่นตัวไหลออกมาเป็นหยาดน้ำตา
เธอนั่งสะอึกสะอื้นอยู่ข้างโทรศัพท์ที่เพิ่งวางสายลง
หลังจากอนินจากไป แล้วแม่ตาย ปันนาก็คล้ายจะกลายเป็นคนมีปัญหาทางอารมณ์ เธอซึมเศร้า และร้องไห้บ่อยๆ จนทำงานทำการแทบไม่ได้ ดนย์รู้แต่เพียงว่าเธอเสียใจกับการจากไปของแม่ เขาไม่รู้อะไรมากกว่านั้น
เขาเฝ้าคอยประคบประหงมเอาใจใส่ ดูแลเธออย่างไม่ขาดตกบกพร่องตามหน้าที่สามีที่ดี เมื่อปันนาตั้งท้องเขาก็ให้เธอลาออกจากงานประจำที่ทำเสีย หากิจกรรมต่างๆ ให้เธอทำอยู่กับบ้าน ระหว่างรอคอยลูกในท้องที่จะคลอดออกมา
เด็กหญิงตัวเล็กดวงตาใสแจ๋ว ช่วยปันนาได้มาก ความไร้เดียงสาของลูก ดึงเธออกมาจากความหดหู่เศร้าหมอง
ช่างต้องใช้พลังมากเหลือเกินในการประคับประคองชีวิตให้เข้าที่เข้าทางเช่นทุกวันนี้
แต่แล้วอนิน…คนที่ห่างหายไปจากชีวิตเธอเนิ่นนาน คนที่เก็บเอาความรักความฝันของเธอไปจนหมดสิ้น ก็เดินกลับเข้ามา…

